Free Shipping in Bangkok over THB 1,000* Learn more

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร กับ ภาพที่หลายคนยังไม่เคยเห็นมาก่อน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร กับ ภาพที่หลายคนยังไม่เคยเห็นมาก่อน

           ต้องขอขอบคุณภาพจาก Facebook คุณ Wassana Nanuam สำหรับภาพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (พระนามเดิม พระนามเดิมของพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร) ขณะอยู่ในเครื่องแบบชุดทหาร และทรงงานอย่างหนักร่วมกับทหารท่านอื่นๆ รวมถึงทรงประทับเสวยพระกระยาหารอย่างไม่ถือพระองค์ เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมฐานปฏิบัติการหมากแข้ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย ในเดือนพฤศจิกายน 2519 ซึ่งได้เผยแพร่เอาไว้เนื่องในวันพระราชสมภพ 64 พรรษา 28 กรกฎาคม 2559 นั่นเองค่ะ

 

 

 

นอกจากนั้นยังมีภาพที่ทางสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย เปิดเผยภาพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในขณะทรงพระเยาว์กับการโชว์ลีลาเล่นฟุตบอล

          ทางสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลเปิดเผยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา และได้รับการฝึกสอนฟุตบอลจากพระอาจารย์ พลตรี สำเริง ไชยยงค์ อดีคนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดโอลิมปิก เมลเบิร์น (ค.ศ.1956) เริ่มแรกพระองค์เล่นตำแหน่งกองหน้า ก่อนถูกโยกมาเล่นตำแหน่งกองหลัง และทรงมีส่วนสำคัญในการช่วยให้โรงเรียนนายร้อยดันทรูน ชนะเลิศฟุตบอลระดับอุดมศึกษาของประเทศออสเตรเลียเป็นครั้งแรกถึง 3 ปีซ้อมติดต่อกัน

 “เมื่อทางศึกษาสำเร็จกลับสู่ประเทศไทยก็จะทรงเล่นฟุตบอลกับข้าราชบริพาร ทหาร ตำรวจและประชาชนในระหว่างทรงเสด็จทุกครั้ง จนมีบันทึกในราชกิจจานุเบกษาครั้งเฉลิมพระเกียรติว่า “เจ้าฟ้าดาราลูกหนัง” ของปวงชนชาวไทย”

        และอีกหนึ่งภาพชุดเกี่ยวกับเรื่อง “เจ้าฟ้านักบิน” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงสนพระทัยด้านอากาศยานและการบินตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงเริ่มทำการบินตามหลักสูตรการฝึกบินเฮลิ -คอปเตอร์ของโรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ เมื่อ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๒

cr. รูปจาก chaoprayanews.com

อนึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 ของไทย

หลังพระบิดาสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นที่คาดหมายว่า พระองค์จะสืบราชสมบัติต่อ ทั้งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันว่าจะทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่แต่ทรงขอผ่อนผัน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยตำแหน่งไปพลางก่อน 

ในวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ได้มีการประชุม สนช. ครั้งที่ 79/2559 วาระพิเศษ โดยมีระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม การดำเนินการตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบมาตราที่ 23 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 คณะรัฐมนตรีจึงขอแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบและประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภาได้รับทราบการแจ้งมติ ครม. ในขั้นตอนต่อไป ประธานรัฐสภาจะนำความกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชสืบราชสันตติวงศ์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประชาชนชาวไทยสืบไปตามบทบัญญัติมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบมาตราที่ 23 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

และล่าสุดในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2559 เวลา 22:00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยให้ประชาชนชาวไทยทั้งที่อยู่ในราชอาณาจักร และในต่างประเทศทั่วโลกทราบทั่วกันว่า บัดนี้ประเทศไทยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่แล้ว ตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายกรัฐมนตรี และประธานศาลฎีกา ร่วมเป็นสักขีในพิธีประวัติศาสตร์ 

อนึ่ง เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งยังสอดคล้องกับคตินิยมในนานาประเทศที่ว่า ราชอาณาจักรย่อมไม่ว่างเว้นขาดตอนจากการมีพระมหากษัตริย์ ดังนั้นการเริ่มรัชกาลใหม่จึงมีผลต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เป็นต้นไป

ณ บัดนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณสยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งทรงสถิตอยู่ในพระราชสถานะองค์พระรัชทายาทมาตั้งแต่พุทธศักราช 2515 นับเป็นเวลาถึง 44 ปี จึงทรงเป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ส่วนการจะดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชขัตติยประเพณีที่เรียกว่า " พระราชพิธีบรมราชาภิเษก " นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัย ซึ่งมีพระราชดำริแล้วว่าควรดำเนินการเมื่อเสร็จสิ้นการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศแล้ว

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน 

ขอบคุณข้อมูลจากเรื่องเย็นศิระเพราะพระบริบาลกับลัดดาซุบซิบ โดย แถมสิน รัตนพันธุ์, ข้อมูลจาก wikipedia.org, ภาพจาก สมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย และ Facebook คุณ Wassana Nanuam

 

Recommended for you

 
get up close & personal with instagram