Free Shipping in Bangkok over THB 1,000* Learn more

จริงหรือไม่? หากอุกกาบาตชนโลกช้ากว่านี้ 30 วิ ไดโนเสาร์จะยังไม่สูญพันธุ์และจะไม่มีเราอย่างทุกวันนี้

จริงหรือไม่? หากอุกกาบาตชนโลกช้ากว่านี้ 30 วิ ไดโนเสาร์จะยังไม่สูญพันธุ์และจะไม่มีเราอย่างทุกวันนี้

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปนะคะว่าไดโนเสาร์นั้นสูญพันธุ์เพราะอุกกาบาตที่ตกลงมายังแหลมยูคาทาน ประเทศเม็กซิโก ซึ่งตอนนี้ก็มีข้อมูลใหม่แล้วว่าหากอุกกาบาตตกช้ากว่านี้สัก 30 วินาที มันจะพุ่งไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิกจนส่งผลให้เกิดคลื่นพิฆาตทำให้ไดโนเสาร์ตาย แต่ไม่ถึงกับสูญพันธุ์และเราอาจเห็นแรปเตอร์ขนาดตัวเท่าไก่วิ่งเล่นอยู่หลังบ้านก็เป็นได้

โดยข้อมูลนี้มาจากสารคดีของช่อง BCC ที่ชื่อ The Day the Dinosaurs Died ซึ่งเล่าเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ที่ลงไปขุดปล่องภูเขาไฟใต้น้ำ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 นักธรณีฟิสิกส์ Jo Morgan จาก Imperial College London และ Sean Gulick แห่ง University of Texas ได้ขุดลงไปยังพื้นมหาสมุทรเพื่อทำการสำรวจ ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็พยายามวิเคราะห์ตัวอย่างที่ขุดขึ้นจนกลายมาเป็นสมมติฐานนี้

ย้อนกลับไปอีกทีในอดีตมีทฤษฎีหนึ่งที่เกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ระบุเอาไว้ว่า การสูญพันธุ์นี้เป็นเพราะผลกระทบครั้งใหญ่ที่เกิดจากอุกกาบาตพุ่งชน และถึงแม้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 66 ล้านปีที่แล้ว แต่หลุมอุกกาบาตซิกซูลูบก็ยังอยู่เป็นหลักฐานสำคัญที่บริเวณคาบสมุทรยูคาทันและใต้อ่าวเม็กซิโก แต่อย่างไรก็ตามนักบรรพชีวินวิทยาบางคนก็ไม่ได้เห็นด้วยว่าหลุมอุกกาบาตซิกซูลูบเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ถึงแม้จะมีข้อมูลที่แน่นหนาก็ตาม

โดยตอนที่อุกกาบาตพุ่งชนแถวคาบสมุทรยูคาทันนั้นทำให้เกิดซัฟเฟอร์ไดออกไซด์ และแน่นอนรวมไปถึงแรงระเบิดที่มีขนาดเท่ากับนิวเคลียร์ฮิโรชิม่าหมื่นล้านลูก ซึ่งส่งผลให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ และถึงแม้มีไดโนเสาร์จำนวนหนึ่งรอดมาได้ แต่สุดท้ายก็ตายอยู่ดีเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเนื่องจากการแพร่กระจายของซัฟเฟอร์ไดออกไซด์ โดยก๊าซชนิดนี้จะตรงกันข้ามกับก๊าซเรือนกระจก กล่าวคือซัฟเฟอร์ไดออกไซด์จะส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิเย็นขึ้นเหมือนถูกแช่แข็ง และให้ทายสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดในยุคนี้คือใคร มนุษย์หรอ!? ยังไม่ใช่! ที่ถูกก็คือบรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโบราณ ซึ่งกลายเป็นมนุษย์ในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าบรรพบุรุษของเราได้ฟันฝ่าอุปสรรคเรื่อยมา ทั้งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ภูเขาไฟระเบิด ฝนกรด พวกเขาค่อย ๆ มองดูพืชพรรณส่วนใหญ่ที่เคยเก็บกินเหี่ยวเฉาลงเรื่อย ๆ จนต้องล่าสัตว์ชนิดอื่นมาเป็นอาหาร และกลายเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างทุกวันนี้ โดยที่ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากอุกกาบาตตกลงช้ากว่านี้ครึ่งนาที

ที่มา: popsci

Recommended for you

 
get up close & personal with instagram