Free Shipping in Bangkok over THB 1,000* Learn more

เรื่องจริงที่ไม่มีใครเคยบอก เมื่อคุณเลือกแชร์เตียงนอนกับเจ้าตัวเล็ก

co-sleeping truth

ฉันคิดมาบตั้งแต่ตอนรู้ว่าท้องแล้วว่ายังไงก็จะต้องนอนเตียงเดียวกับลูก มันเป็นความรู้สึกที่มั่นใจมากตอนนั้น และแน่นอนว่าฉันไม่ได้นึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเลย และความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นมีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับวัน 

แต่ไม่ว่าจะพ่อหรือแม่คนไหน ก็สามารถบอกความคุณได้ว่าคุณจะต้องคำนึงถึงความจริง 7 ประการนี้ก่อนจะเอาลูกมานอนด้วยในเตียงเดียวกัน

ความจริงประการที่ #1: ทุกๆ คนแคร์มากกกกกเกินไปนะเรื่องที่ว่าลูกจะนอนหรือไม่นอนเตียงเดียวกับคุณเนี่ย

ลูกฉันนอนเตียงเดียวกับฉันแล้วจะทำไมเหรอ? ฉันรู้วิธีที่จะนอนหลับเตียงเดียวกับลูกอย่างปลอดภัย (อันนี้คุณต้องมั่นใจด้วยนะคะ) ดังนั้นกรุณาเลิกพร่ำบอกฉันซะทีว่าลลูกฉันกำลังอยู่ในสถานะอันตราย และฉันก็เห็นแก่ตัวที่จะดึงดันเอาลูกมานอนด้วย?? เอาเป็นว่า ต่างคนต่างใช้ชีวิตดีกว่าเนอะ ฉันอาจจะนอนไม่พอ แต่อย่างน้อยก็มีความสุขที่ได้กอดลูกๆ โอเคนะ 

ความจริงประการที่ #2: คุณไม่ได้เวอร์เวลาที่บอกว่า "โอ๊ย! ปวดตัวๆ มากๆเมื่อคืนรู้สึกเหมือนมีรถบรรทุกมาชนเลย"

บนเตียงไม่ได้มีฉัน สามี แล้วก็ลูกนะ แต่ยังมีของเล่นอีกล้านแปดด้วย ไม่ว่าจะเป็นหุ่นแบทแมนทำด้วยพลาสติก, รถบรรทุก, ตุ๊กตาหมี, หนังสืออ่านก่อนนอน (ที่กำลังชอบ) หรือเซ็ตจานชามพลาสติกอันเล็กๆ ที่มากับชุดน้องหนูเรียนรู้วิธีการอาหาร ฯลฯ ไม่ว่ามันคืออะไร ฉันก็คงจะนอนไปทับมัน ณ จุดๆ หนึ่ง ไม่ว่าจะทับบนหน้า หรือทับบนหลัง และนี่คือเหตุผลที่ปวดตัวไปทั้งหมดเสมือนมีรถบรรทุกมันชนไงล่ะ 

ความจริงประการที่ #3: ไม่มีอะไรที่จะทำให้ชีวิตรักเร่าร้อนได้มากไปกว่า การที่จะต้องมาสรรหาโลเคชั่นอื่นๆ (ที่ไม่ใช่เตียง) เพื่อมีเซ็กซ์กับสามีคุณ

บางคนยังดีที่มีห้องแต่งตัวนะ แล้วคุณล่ะ คิดว่าจะหาโลเคชั่นอะไรหลบลูกได้บ้าง? ;)

ความจริงประการที่ #4: คุณไม่เค๊ยไม่เคยที่จะต้องใช้นาฬิการปลุกหรอก 

คุณไม่สามารถมีเสียยงนาฬิกาปลุกใกล้ๆ เด็กได้เลย แต่คุุณสามารถเพิ่มเวลานอนโดยการให้ลูกเล่นกับมือถือของคุณ ถ้าคุณไม่ถือว่ามันจะมีเสียงเพลงปู๊นๆ ระหว่างที่คุณพยายามจะหลับอ่ะนะ การที่มีลูกมานอนบนเตียงเดียวกันหมายความว่าคุณจะต้องตื่นเวลาเดียวกับเขา ไม่ว่าจะตี 5 หรือเช้ากว่านี้ก็ตาม และนี่ก็คือเหตุผลที่คุณควรจะเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่มไงล่ะ 

ความจริงประการที่ #5: เสียงต่างๆ มันแปลกไปหมด

หลังจากแต่งงานมาหลายปี คุณและสามีก็คงรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว เช่นเขาจะกรนเวลาที่นอนคว่ำหรือรู้สึกหนาว และเขาก็จะรู้ว่าคุณจะมีอาการสะดุ้งตื่นเวลาที่นอนฝันร้าย ฯลฯ แต่สำหรับเด็กๆ น่ะเหรอ? มันมีเสียงบางเสียงและพลังงานบางอย่างที่คุณจะต้องค่อยๆ เรียนรู้ไป และเสียงพวกนั้นบางทีมีกลิ่นด้วยนะ 55

ความจริงประการที่ #6: การนอนคุยบนเตียงมันต้องใช้หมอนมากกว่าเรื่องที่จะคุยอีกนะ 

คุณคิดว่ามีหมอนลายรถไฟหรือรูปสัตว์กี่อันถึงจะพอใส่เตียงเราล่ะ? อย่าลืมนึกถึงตุ๊กตาอีกล้านแปดที่พวกเขาจะเอาห่างตัวไม่ได้เลยนะ อ่อ! และไม่ว่าเตียงคุณจะมีหมอนกี่อัน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนะ แต่ถึงจะมีหมอนอยู่เยอะมากมาย ยังไง๊ยังไงหัวคุณก็จะไปชนอยู่กับตุ๊กจาพลาสติกของลูกเหมือนมีแรงดึงดูดอย่างใดอย่างนั้น 

อ่อ แล้วขอให้ลืมเรื่องที่จะนอนคุยกันตั้งแต่แรกเลยนะ เดี๋ยวพวกเด็กๆ จะตื่นเพราะเสียงคุยเนี่ยแหล่ะ! และก็รู้ใช่มั้ยว่าเวลาปลุกเด็กที่เหนื่อยและง่ววงเนี่ยมันคงไม่ได้มีผลที่ดีต่อชีวิตคุณในอีก24 ชั่วโมงข้างหน้าหรอก 

ความจริงประการที่ #7: มันเป็นเรื่องที่คุณทั้งรักทั้งชิงชังเลยล่ะ

ฉันเกลียดที่ไม่สามารถนอนหลับได้เพียงพอเลยซักคืน แต่การได้นอนกอดลูกๆ เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด โดยเฉพาะเมื่อฉันรู้ว่าอีกไม่นานเขาก็จะไม่ยอมนอนเตียงเดียวกับฉันแล้ว ก็ถือว่าคุ้มค่าถ้าการที่โดนลูกๆ เอาขามาพาด หรือเตะหน้าตลอดทั้งคืนแปลว่าฉันจะได้กอดเขาบ้างเล็กน้อย... คิดว่านะ

ขอขอบคุณบทความจาก A Message with A Bottle 

Recommended for you

 
get up close & personal with instagram