Free Shipping in Bangkok over THB 1,000* Learn more

รู้ทันสัญญาณเตือนอาการแพ้อาหารที่ไม่ควรมองข้าม!

สัญญาณที่บอกให้รู้ว่าคุณอาจจะแพ้อาหารบางอย่างที่ทานเข้าไป

แพ้อาหาร

คุณ หรือใครๆ หลายคนรอบตัวของคุณอาจประสบกับการแพ้อาหารกันมาบ้าง  ซึ่งการแพ้อาหารนั้นเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองที่เกินปกติต่ออาหารหรือสารประกอบที่อยู่ในอาหาร โดยส่งสัญญาณให้ร่างกายทราบว่ามันอันตรายและจึงมีปฏิกิริยาตอบสนองเพื่อป้องกัน  มีคนจำนวนไม่น้อยทีคิดว่าการแพ้อาหารนั้นต้องเป็นมาแต่กำเนิด  แต่อาการแพ้อาหารนั้นสามารถเกิดขึ้นในช่วงใดก็ได้ของอายุค่ะ

Dr. Gina Coscia ผู้เชี่ยวชาญด้านอาการแพ้และภูมิคุ้มกัน จากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า คนมีปฏิริยาตอบสนองต่ออาหารในหลายรูปแบบ บางคนก็เป็นอาการแพ้อาหารจริงๆ และจะแสดงอาการให้เห็นได้ใน 30 นาที หรือไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่รับประทานนั้นเข้าไป  หรือบางคนอาจจะประสบกับการที่ไม่โอเคกับอาหารนั้น ซึ่งไม่ใช่อาการแพ้ที่แท้จริงแต่อาหารบางอย่างทำให้พวกเขารู้สึกไม่ค่อยดี    

สำหรับอาการแพ้อาหารนั้นสามารถมีได้ตั้งแต่อาการเพียงเล็กน้อยไปจนถึงการแพ้อย่งางรุนแรง ซึ่งบางกรณีอาจถึงเสียชีวิตได้  สำหรับอาการแพ้อาหารนั้นอาจส่งผลทางผิวหนัง ทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด  และระบบหายใจ  ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่คุณไม่ควรจะมองข้ามความสำคัญของมัน  และเพื่อให้แน่ใจและสามารถสังเกตตัวคุณเองได้ว่าคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีอาการแพ้อาหารหรือเปล่า  เรามีข้อสังเกตมาฝากคุณ ดังนี้ค่ะ

  • มีอาการยิบๆ หรือคัน

หากคุณมีอาหารยิบๆ  หรือคันในปากหรือในลำคอภายหลังจากที่รับประทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าไป  มันอาจเป็นสัญญาณบอกว่าคุณมีอาการแพ้อาหาร  ให้คุณสังเกตว่าเป็นเพราะอาหารนั้นจริงๆ  หรือเป็นที่กรรมวิธีในการปรุง หรือเพราะอาหารนั้นไม่ปรุงสุก  สำหรับอาการนั้นหากคุณมีอาการคันที่ริมฝีปากหรือลิ้นให้คุณดูว่าอาการมันแย่ลงหรือไม่  และหากคุณมีอาการคันในคอนั่นหมายถึงอาการน่าเป็นห่วงแล้วค่ะ

  • หายใจลำบากหรือมีเสียงฟืดฟาด

หากมีอาการหายใจติดขัดหรือหายใจลำบากและมีเสียงฟืดฟาด  ไม่ว่าอาการนี้จะเกิดขึ้นโดยทันที หรือทิ้งช่วงเวลาหลังจากที่คุณรับประทานอาหารนั้นๆ บางคนจะมีอาการไอร่วมด้วย  ให้รีบไปพบแพทย์ด่วน ในบางกรณี และบางอาจเกิดภาวะ แอนาฟิแล็กซิส  (anaphylaxis)  หรือภาวะการแพ้อย่างรุนแรงและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

  • อาการบวม

การมีอาการบวมในหลอดลมก็เป็นหนึ่งในสัญญาณบ่งชี้ว่าคุณแพ้อาหารได้ แต่อาการบวมตามหน้า ริมฝีปาก ลิ้น ในคอ หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายก็นับได้เช่นกันว่าคุณน่าจะแพ้อะไรเข้าแล้ว  ซึ่งให้คุณสังเกตอาการดูหลังรับประทานอาหารต้องสงสัยเพราะบางครั้งกว่าจะออกอาการก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ได้  ซึ่งกรณีที่คุณมีอาการลิ้นบวมจนทำให้หายใจไม่สะดวก ให้รีบไปพบแพทย์เลยนะคะ

  • เป็นลมพิษ ผื่น หรือปื้นแดงขึ้น

อาการเหล่านี้เป็นผลจากการที่คุณแพ้อาหาร แต่ก็ไม่สามารถเหมารวมได้ทุกกรณีเสมอไป  อาการลมพิษเกี่ยวกับการมีผื่นที่ทำให้เราไม่สบายตัวขึ้นบน ซึ่งในกรณีอาการแพ้อาหาร  อาการคันสามารถเกิดขึ้นได้ตามหน้าอก แขน ท้อง ฯลฯล ซึ่งหากมีอาการแพ้ไม่มากก็อาจจะคันเฉพาะบางจุด แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกคันไปทั้งตัว หรือมีอาการอื่นๆ ที่ทำให้คุณหายใจลำบาก คลื่นไส้ หรือมีสัญญาณบ่งชี้การพัฒนาการของอาการต่างๆ ให้คุณรีบไปพบแพทย์ทันที

  • วิงเวียน

หากคุณสังเกตตัวเองแล้วพบว่ามักจะรู้สึกวิงเวียน อ่อนแรง หรือหัวหมุนภายหลังการรับประทานอาหารอย่างหนึ่งอย่างใดเข้าไป อาจเป็นไปได้ที่คุณแพ้อาหารนั้น  ซึ่งอาการเหมือนจะเป็นลมนี้สามารถเป็นสัญญาณบ่งชี้อาการแพ้อาหารได้ทั้งระดับเบาและระดับรุนแรง ดังนั้นหากมีอาการเกิดขึ้นก็ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อช่วยเหลือจะปลอดภัยกว่า

  • รู้สึกไม่สบายท้อง

บางครั้งอาการแพ้อาหารก็แสดงออกมาทางระบบทางเดินอาหารที่ไม่เป็นปกติ  ซึ่งหลายครั้งที่มีอาการท้องเสียเกิดขึ้นก็มักจะโดนเหมาว่าเกิดจากอาหารเป็นพิษ แต่หากคุณพบว่าตัวเองมีอาการปวดช่องท้อง พะอืดพะอม ท้องเสีย หรืออาเจียน ก็อาจเป็นตัวบ่งชี้อาการแพ้อาหารได้  อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาการเหล่านี้ก็อาจเกิดจากการที่่ร่างกายของคุณไม่ถูกจริตกับอาหารเหล่านั้น  เช่น  คนที่ไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ก็มักจะเอาไปปนเปกับคนที่แพ้โปรตีนจากนมเพราะมีอาการที่คาบเกี่ยวกัน  อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนในนมจริงๆ นั้นจะมีอาการลมพิษ คัน หายใจถี่ อาเจียน หรืออ่อนแรงและรู้สึกเหมือนใจจะขาดร่วมด้วย  ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องแยกแยะให้ออกในการสังเกตตัวเองว่าเป็นเพราะเราแพ้อาหารนั้นจริงๆ หรือเพราะร่างกายไม่ถูกจริตกับอาหารเหล่านั้นกันแน่ เพราะหากเป็นอย่างหลังมันก็จะทำให้ร่างกายของคุณไม่ใคร่สบายเนื้อสบายตัวเท่าไร  แต่หากเกิดจากการแพ้อาหารจริงๆ มันเป็นอันตรายถึงชีวิตเชียว


แพ้อาหาร

วิธีที่ระบุสิ่งที่น่าจะเกิดการแพ้

โดยทั่วไปหากใครสงสัยว่าตัวเองจะแพ้อะไรหรือไม่ จะแนะนำให้ไปพบผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้เพื่อตรวจหาการแพ้ ซึ่งหากผลการทดสอบไม่ได้ระบุว่าเรามีอาการแพ้อาหาร ก็สามารถทำบันทึกส่วนตัวเพื่อติดตามอาการต่างๆ จากการรับประทานอาหารนั้นๆ ไว้ ซึ่งบันทึกนี้จะมีประโยชน์ในการช่วยเตือนความจำให้เรา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการจดบันทึกนอกจากการจดว่าคุณรับประทานอะไรไปบ้างในแต่ละวัน  คุณควรจะจดด้วยว่าทานอาหารนั้นเวลาไหน และมีอาการใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่  และด้วยบันทึกนี้คุณจะสามารถสังเกตและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของอาการผิดปกทางร่างกายกับอาหารนั้นๆ ที่คุณรับประทานเข้าไป ซึ่งขั้นต่อไปคุณก็สามารถนำบันทึกนี้ไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารที่มีความรู้เกี่ยวกับการแพ้อาหารเพื่อรับคำแนะนำในลำดับต่อไป

แม้กระนั้น บางทีการที่คุณตัดอาหารนั้นออกจากวงจรชีวิตก็ถือเป็นวิธีแก้ปัญหาได้ โดยหากคุณสงสัยว่าคุณแพ้อาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง แนะนำให้คุณลองงดอาหารนั้นเป็นเวลาอย่างน้อย 28 วัน และภายหลังระยะเวลาว่างเว้นนั้นก็ให้ลองรับประทานอาหารนั้นใหม่อีกทีและสังเกตดูร่างกายของคุณว่ายังมีอาการต่างๆ เกิดขึ้นอีกหรือไม่ ซึ่งหากคุณแพ้อาหารนั้นจริงๆ มันก็จะทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้แม้ว่าจะผ่านกระบวนการคลีนร่างกายจากอาหารชนิดนั้นมาแล้วก็ตาม

สิ่งที่ควรจะรู้เมื่อไปพบกับผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้

เมื่อคุณรู้ตัวว่าอาการต่างๆ ที่เกิดกับร่างกายของคุณเกี่ยวข้องกับการแพ้อาหาร ก็ถึงเวลาที่คุณควรจะหาเวลาไปพบกับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ค่ะ หลังจากที่ซักประวัติอาการต่างๆ กับคุณแล้ว  พวกเขาก็จะทำการทดสอบไม่ว่าจะเป็นการทดสอบผิวหนังหรือการตรวจเลือด ซึ่งจากผลการตรวจดังกล่าวพวกเขาก็จะให้คำแนะนำว่าคุณควรจำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าวหรือไม่  มาถึงตรงนี้คุณไม่ต้องรีบตื่นตัวไปก่อน  บางกรณีคุณหมออาจจะให้คุณทดสอบการแพ้อาหารต้องสงสัยต่อหน้าคุณหมอเลยเพื่อดูว่าคุณจะมีอาการต่างๆ ปรากฏหรือไม่  ส่วนทางด้านการรักษานั้น การฉีดยาแก้แพ้ใช้เฉพาะกรณีอาการแพ้อากาศเท่านั้น ส่วนการแพ้อาหารโดยส่วนมากจะทำโดยให้หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านั้น


แพ้อาหาร

ทำความคุ้นเคยกับความปกติแบบใหม่

มันเป็นปกติวิสัยที่เราจะรู้สึกอยากเอาชนะเมื่อจะต้องต่อกรกับแผนการรับประทานอาหารแบบใหม่ที่เข้มงวด  ซึ่งการมีนักโภชนาการช่วยเป็นโค้ชก็จะทำให้อะไรๆ โดยไม่ไปเปลี่ยนวิถีชีวิตการรับประทานของคุณมากนัก นอกจากนี้ นักโภชนาการยังช่วยดูแลในเรื่องคุณประโยชน์และสารอาหารที่คุณจะได้รับว่าครบถ้วนหรือไม่ด้วย  อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงด้านการรับประทานอาหารนั้นก็ไม่ใช้ว่าจะรับมือได้ง่ายๆ ทุกคน ซึ่งหากคุณมีอารมณ์เหวี่ยง เราก็แนะนำให้คุณอดทน และใจเย็นๆ เพราะสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นี้ก็เพื่อตัวคุณเอง

และสำหรับใครที่เคยมีอาการต้องสงสัยว่าจะแพ้อาหาร หรือใครที่เคยสงสัยว่าคุณเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการแพ้อาหารหรือไม่  มาถึงตรงนี้ข้อมูลที่เรานำมาฝากข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์และช่วยให้คุณสังเกตและเฝ้าระวังอาการแพ้อาหารกันได้ชัดเจนขึ้นนะคะ  

ที่มา: thelist

Recommended for you

 
get up close & personal with instagram