Free Shipping in Bangkok over THB 1,000* Learn more

แม่ๆ ต้องระวัง! ความเสี่ยงจากโรคไหลตายในทารก

8 วิธีลดความเสี่ยงจากโรคไหลตายในทารก

โรคการเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารกหรือโรคไหลตายในทารก  (Sudden Infant Death Syndrome – SIDS) คือ โรคที่เด็กเสียชีวิตขณะนอนอย่างไม่ทราบสาเหตุ และเป็นโรคที่พ่อแม่หลายคนกลัวมากว่าจะเกิดขึ้นกับลูกตัวเอง ทั้งนี้โรค SIDS มักเกิดขึ้นกับเด็กแรกเกิด – เด็กที่มีอายุ 1 ปี ซึ่งมีความจริงที่น่าเศร้าว่า เราไม่สามารถป้องกันโรคดังกล่าวได้ค่ะ แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีตรงที่เราสามารถช่วยลูกลดความเสี่ยงในการเกิดโรค SIDS ได้แทน ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมมาให้คุณอ่านเป็นแนวทางดังนี้

โรคไหลตายในทารก

1.ให้นอนหงายหลัง
การจับให้ลูกนอนหงายหลังสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยโรค SIDS  เพราะการให้ลูกนอนคว่ำหน้าจะทำให้เขาหายใจได้ลำบากมากขึ้น ส่วนการนอนตะแคงข้างจะไปเพิ่มความเสี่ยงที่ลูกจะพลิกตัวแล้วคว่ำหน้าลง อย่างไรก็ตาม คุณไม่ต้องกังวลว่าลูกจะอาเจียน เพราะตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน ทารกจะมีปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ที่ช่วยให้พวกเขาไอหรือกลืนของเหลวใกล้ทางเดินหายใจ
2. เลี่ยงการสูบบุหรี่
คุณควรพาลูกออกมาจากสภาพแวดล้อมที่มีกลิ่นบุหรี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะที่บ้าน ในรถ หรือบริเวณอื่นๆ ที่มีคนสูบบุหรี่ อย่างไรก็ตาม ต่อให้คุณไม่สูบบุหรี่ แต่การไปอยู่ใกล้กับคนที่สูบบุหรี่ก็เป็นอันตรายต่อเด็กเช่นกัน ทารกที่อยู่ในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่จะมีแนวโน้มที่จะเป็นโรค SIDS มากถึง 60 % ถ้าคุณสูบบุหรี่ 10 มวนต่อวันขณะตั้งครรภ์ ทารกก็จะมีความเสี่ยงที่จะตายด้วยโรค SIDs ประมาณ 4 เท่า ทางที่ดีคุณควรเลิกสูบบุหรี่ และไม่พาเด็กไปอยู่ในสถานที่ๆ มีควันบุหรี่เด็ดขาด
3.ให้ลูกกินนมแม่
การให้ลูกกินนมแม่ถือเป็นวิธีที่ทราบกันดีว่าสามารถช่วยป้องกันโรค SIDS ได้ค่ะ โดยเฉพาะการให้เด็กได้กินนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรก อย่างไรก็ตาม การให้ลูกกินนมแม่ในระยะเวลาสั้นๆ หรือให้กินควบคู่กับนมผงก็ล้วนแต่มีความเชื่องโยงความเสี่ยงในการเกิดโรค SIDS ที่ลดลง ทั้งนี้นมแม่อุดมไปด้วยแอนติบอดี้ และสารอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่นมผงไม่มี ทำให้เด็กแรกเกิดต่อสู้กับการติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การกินนมแม่ยังดีต่อทางเดินหายใจ และลดความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้

โรคไหลตายในทารก4. นอนห้องเดียวกัน
ถ้าลูกนอนบนเตียงที่อยู่ในห้องเดียวกับคุณอย่างน้อย 6 เดือน เขาจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรค SIDS ลดลง ทั้งนี้คุณอาจให้เขานอนในเปลเด็กข้างๆ เตียงนอนของคุณก็ได้ ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้คุณพร้อมสำหรับช่วยเหลือลูกในทันทีเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น นอกจากนี้การให้เขานอนในพื้นที่ส่วนตัวจะปลอดภัยกว่าการให้เขานอนเตียงเดียวกับคุณค่ะ
5. เตียงนอน
ไม่ว่าคุณจะให้ลูกนอนในเตียงเด็กที่เป็น Bassinet หรือ Crib ฟูกที่มีคุณภาพดีก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกน้อย ทั้งนี้ฟูกที่คุณให้ลูกนอนนั้นต้องแบนและแข็งแรงเพื่อให้มันเอื้อต่อศีรษะ และทำให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง การให้ลูกนอนที่นอนนุ่มๆ สามารถทำให้คางของเด็กจมลงกับที่นอน และไปจำกัดการหายใจได้ค่ะ นอกจากนี้คุณอาจหาซื้อที่นอนแบบกันน้ำ เพื่อที่จะได้ทำความสะอาดได้สะดวก การทำที่นอนให้ปลอดจากแบคทีเรียเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงที่เด็กจะเจ็บป่วยได้ค่ะ
6. อุณหภูมิห้อง
อุณหภูมิของห้องที่ทารกนอนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด ซึ่งหมายความว่า อุณหภูมิภายในห้องนั้นไม่ควรหนาวหรือร้อนเกินไป หากในห้องมีอุณหภูมิที่ร้อนเกินกว่าปกติ มันก็จะทำให้เด็กตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเป็นโรค SIDS มากขึ้น สำหรับอุณหภูมิในห้องที่เหมาะสมคือ 61-680 องศาฟาเรนไฮต์ (16-200 องศาเซลเซียส) อย่างไรก็ตาม คุณสามารถตรวจสอบอุณหภูมิของร่างกายเด็กแบบเบื้องต้นโดยสัมผัสที่ท้องหรือคอของเขา ถ้าเด็กตัวร้อนหรือมีเหงื่อออก ให้คุณถอดชุดออก 1 ชั้น แต่ถ้าอากาศหนาว คุณก็แค่ใส่เสื้อให้เขาเพิ่มอีก 1 ชั้นค่ะ

โรคไหลตายในทารก
7. อย่าปล่อยให้ที่นอนรก
การวางของเล่น หรือสิ่งของอื่นๆ ในเปลของเด็กจะเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อย โดยมันจะไปพันตัวเด็ก ทำให้เด็กสำลัก หรือทำให้เด็กหายใจไม่ออก หากมีสิ่งของทับหัวของลูกน้อย มันก็จะทำให้เด็กมีแนวโน้มที่จะเป็นโรค SIDS มากขึ้น แม้แต่ขวดนม คุณก็ไม่ควรวางทิ้งไว้ในที่นอนของเขาค่ะ เพราะมันก็สามารถทำให้เกิดอันตรายได้ในกรณีที่เด็กนอนดูดขวดนม
8. ติดตั้งเตียงให้เรียบร้อย
เตียงนอนเด็กสมัยนี้อาจมีลูกเล่นมากมายจนพ่อแม่บางคนตามไม่ทัน ดังนั้นคุณควรทำความคุ้นเคยกับมันก่อนที่จะให้ลูกนอน ทั้งนี้เตียงนอนเด็กบางรุ่นอาจปรับข้างเตียงให้ลดต่ำหรือเอนลงได้ ไม่ว่าคุณจะซื้อเตียงนอนแบบมือ 1 หรือมือ 2 คุณก็ควรมั่นใจว่าได้เซ็ทเตียงนอนเรียบร้อยแล้ว และตรวจสภาพของเตียงเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเตียงมีสภาพที่ใช้งานได้

แม้ว่าเราจะไม่สามารถป้องกันการเกิดโรค SIDS  แต่การทำตามที่เราแนะนำข้างต้นก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้  ซึ่งมันย่อมดีกว่าการไม่พยายามทำอะไรเลยค่ะ

ที่มา: storkmama

Recommended for you

 
get up close & personal with instagram