Free Shipping in Bangkok over THB 1,000* Learn more

ลูกไม่ยอมดื่มนม ควรทำอย่างไรดี

แนะวิธีที่คุณควรทำเมื่อลูกไม่ยอมดื่มนม

การให้ลูกดื่มนมทุกวันถือเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่บางคน อย่างไรก็ตาม เราทุกคนรู้ดีว่า นมมีประโยชน์ต่อกระดูก แต่ในกรณีที่เด็กไม่ชอบดื่มนม หรือแพ้แลคโตสในนม หลายคนอาจสงสัยว่า เด็กจะได้รับแคลเซียมจากทางใดทดแทนได้บ้าง ? ทั้งนี้ David Shafran แพทย์เด็กที่ Cleveland Clinic ก็เข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี ซึ่งมี 5 สิ่งสำคัญที่เขาอยากให้พ่อแม่รู้เกี่ยวกับนม แคลเซียม และการช่วยให้เด็กมีกระดูกแข็งแรง เราลองมาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง
ลูกไม่ยอมดื่มนม

1. เด็กทุกคนต้องการแคลเซียม
" แคลเซียมเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของกระดูก โดยเฉพาะเมื่อเด็กอยู่ในช่วงที่เติบโตเร็วที่สุดอย่างตอนอายุ 9-18 ปี " กล่าวโดย Dr. Shafran
" เมื่อเด็กมีอายุ 20 ปี พวกเขาจะมีมวลกระดูกสูงสุด ยิ่งกระดูกมีความแข็งแรงมากเท่าไร ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนในภายหลังก็จะลดลง "  อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลจาก The National Institutes of Health ได้ระบุถึงแคลเซียมที่เด็กควรได้รับต่อวันดังนี้

  • อายุน้อยกว่า 6 เดือน - 200 มก.
  • 6-12 เดือน - 260 มก.
  • 1-3 ปี - 700 มก.
  • 4-8 ปี - 1,000 มก.
  • 9-18 ปี - 1,300 มก.

แคลเซียมยังเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้ใหญ่เช่นกัน ซึ่งปริมาณของแคลเซียมที่ผู้ใหญ่ควรได้รับต่อวันคือ 1,000-1,200 มิลลิกรัม โดยมันจะช่วยเติมเต็มกระดูกที่ค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติ หลังจากวัยเจริญพันธุ์ คุณจะทำได้แค่รักษากระดูกให้แข็งแรงเท่านั้น คุณจะไม่สามารถเพิ่มแคลเซียมให้กระดูกได้แล้ว แม้ว่าคุณจะทานมันมากแค่ไหนก็ตาม

2. นม และผลิตภัณฑ์จากนมคือแหล่งของแคลเซียมที่ดีที่สุด
" นม โยเกิร์ต ชีส และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมชนิดอื่นๆ ถือเป็นวิธีที่ดีและง่ายที่สุดสำหรับการทานแคลเซียม " กล่าวโดย Dr. Shafran นม 1 แก้ว หรือประมาณ 8 ออนซ์มีแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม ซึ่งการดื่มนม 3 แก้วต่อวันสามารถช่วยทำให้เราได้รับแคลเซียมใกล้เคียงกับปริมาณที่แนะนำต่อวัน
ลูกไม่ยอมดื่มนม 3. คุณสามารถได้รับแคลเซียมจากอาหารที่ไม่ได้มีส่วนผสมของนม
นมสูตรปลอดแลคโตส ซึ่งประกอบไปด้วยนมถั่วเหลือง หรือนมข้าวถือเป็นแหล่งของแคลเซียมที่เหมาะกับเด็กที่แพ้แลคโตสในนมค่ะ นอกจากนี้คุณยังสามารถพบแคลเซียมได้ในผักใบเขียวเข้ม และน้ำส้มสูตรที่มีการเติมแคลเซียม (Calcium-fortified orange juice) สำหรับอาหารชนิดอื่นๆ ที่มีแคลเซียม เช่น

  • โยเกิร์ตรสธรรมดา สูตรโลว์แฟต (8 ออนซ์) 415 มก.
  • มอสซาเรลลาชีส (1.5 ออนซ์) - 333 มก.
  • เชดดาร์ชีส (1.5 ออนซ์) - 307 มก.
  • นมสูตรไม่มีไขมัน (8 ออนซ์) - 299 มก.
  • นมถั่วเหลืองสูตรเติมแคลเซียม (8 ออนซ์) - 299 มก.
  • นม (8 ออนซ์) - 293 มก.
  • น้ำส้มคั้นสูตรที่มีการเติมแคลเซียม (6 ออนซ์) - 261 มก.
  • ปลาแซลมอน (3 ออนซ์) - 181 มก.
  • ซีเรียลสูตรเติมแคลเซียม (1 ถ้วย) - 100-1,000 มก.
  • ผักเคล (1 ถ้วย) - 94-100 มก.
  • ไอศกรีมรสวานิลลา (1/2 ถ้วย) - 84 มก.
  • ขนมปังสีขาว (1 แผ่น) - 73 มก.
  • บรอกโคลี (1/2 ถ้วย) - 21 มก.

4. แคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริมไม่ใช่สิ่งจำเป็น

" มันเป็นเรื่องที่พบไม่บ่อยที่ฉันจะแนะนำให้เด็กทานแคลเซียมแบบอาหารเสริม " กล่าวโดย Dr. Shafran " เพราะมีอาหารหลายชนิดที่มีแคลเซียม ซึ่งไม่ได้ยากต่อการทาน " ในกรณีนี้ก็เหมือนกับการที่ผู้ใหญ่ทานวิตามินดีแบบอาหารเสริม ซึ่งวิตามินดีมีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียม อย่างไรก็ตาม เด็กสามารถได้รับวิตามินจากการทานอาหาร และการออกไปนอกบ้านเพื่อรับแสงแดดวันละ 10 นาที

5. การออกกำลังกายก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ
" อย่าคิดว่าอาหารเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่ทำให้กระดูกเติบโต และถูกสร้างขึ้นมา " กล่าวโดย Dr. Shafran " การทำกิจกรรมทางกายภาพ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ทำให้ได้ใช้กล้ามเนื้อและกระดูกถือเป็นเรื่องสำคัญ " สำหรับการออกกำลังกายที่เป็น Weight-bearing หรือต้องใช้น้ำหนักตัวช่วยในการออกกำลังกาย เช่น ยกน้ำหนัก เดิน วิ่ง กระโดด ปีนป่าย เต้น ฯลฯ


อย่างไรก็ดี จากข้อมูลของ The National Institutes of Health มีการระบุว่า เด็กและวัยรุ่นควรทำกิจกรรมทางกายภาพอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน และออกกำลังกายแบบ Weight-bearing อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์

หากลูกของคุณไม่ชอบดื่มนม หรือแพ้แลคโตสในนม คุณแม่ก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะไม่ได้รับแคลเซียมแล้วนะคะ เพราะเขาสามารถได้รับสารอาหารชนิดนี้จากแหล่งอื่นๆ ตามที่เรากล่าวไปข้างต้นค่ะ


ที่มา: health

get up close & personal with instagram